ส้มกบหรือผักแว่น

กันยายน 19, 2563

 

ส้มกบหรือผักแว่น

พืชคลุมดินที่มีชื่อเรียกอื่นๆ ตามถ้องถิ่น เช่น สังส้ม (แพร่) , ผักแว่น (ภาคกลาง), ส้มดิน (แม่ฮ่องสอน) เป็นพืชขนาดเล็กขึ้นปกคลุมผิวดินเป็นกลุ่ม ลำต้นมีขนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ เกิดจากจุดเดียวกันที่ปลายก้านใบ ใบย่อยมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ ปลายใบเว้ารูปรงน่ารักคล้ายใบโคลเวอร์ ดอกสีเหลือง ส้มกบมีอายุหลายปี ส่วนโคนดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ออกดอกตลอดทั้งปี ลำต้นเป็นไหลทอดยาวไปตามพื้นดินเจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและชุ่มชื้น มีความสูง 2-3 นิ้ว  ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ เจริญเติบโตงอกงามได้ดีในช่วงหน้าฝน  สามารถนำมาปลูกไว้ตามซอกหินหรือระหว่างทางเท้าได้ โดยไม่ต้องดูแลตัดแต่ง ผักแว่นยังเป็นมีสรรพคุณทางยาเป็นสมุนไพร ช่วยรักษาแผลเปื่อย แผลที่เป็นหนอง นำใบสดมาต้มแก้ท้องเสีย และอื่นๆ

Creeping lady's sorrel-ส้มกบ

the-than.com

Creeping lady's sorrel-ส้มกบ

gardenersworld.com

ผักเบี้ยหนู หญ้าเม็ดแตง หรือบานเที่ยง

กันยายน 19, 2563

 ผักเบี้ยหนู

ผักเบี้ยหนู หญ้าเม็ดแตง หรือบานเที่ยง เป็นไม้ล้มลุกขึ้นคลุมทอดไปตามดิน ลำต้นและใบอวบน้ำ ใบเดี่ยวรูปใบรีปลายใบแหลมขอบเรียบ ขนาดยาวประมาณ 1 ซม. ดอกเป็นสีเหลืองมีกลีบดอกสี่กลีบขนาดดอกบานเต็มที่ไม่เกิน 1 ซม. ต้นและใบจิ๋วๆ ดูน่ารัก สามารถทนแดดทนแล้งได้ดี เมื่อโดนแดดแรง ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ๆ มีระบบรากสั้นทำให้ดึงออกเมื่อต้องการใช้พื้นที่ปลูกพืชอื่นทำได้ง่าย สามารถใช้ปลูกคลุมดินเพื่อควบคุมวัชพืชอื่นได้ จึงนิยมปลูกแทรกระหว่างต้นไม้ในสวนเนื่องจากเป็นไม้คลุมดินที่แผ่ทอดเลื้อย เมื่อเติบโตครอบคลุมเต็มพื้นที่แล้ว จะช่วยป้องกันไม่ให้วัชพืชหรือหญ้าชนิดอื่นเติบโตแทรกขึ้นมาได้เป็นอย่างดี และช่วยรักษาความชุ่มชื้นของดิน ข้อดีอีกประการหนึ่งคือ ดูแลไม่มีระยะโทรม สามารถเติบโตได้ทั้งปี ทนต่อการเหยียบย่ำพอสมควรจึงปลูกแทนหญ้าได้ดี

minnesotawildflowers.info

Common Purslane, Little Hogweed (Portulaca oleracea)

florafinder.com



ต้น “เพชรสังฆาต” สมุนไพรดีมีประโยชน์ แต่ก็ต้องรู้วิธีใช้ ไม่งั้นอันตราย

กันยายน 19, 2563

 



วัยรุ่นหนุ่มสาวสมัยนี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับชื่อของ เพชรสังฆาต สมุนไพรไทยที่มีลักษณะเป็นเถาอ่อนสีเขียวเป็นเหลี่ยมข้อต่อกันตัวนี้กันสักเท่าไร เนื่องด้วยสรรพคุณของสมุนไพรตัวนี้ไม่ได้รักษาโรคที่เกิดขึ้นทั่วไปอย่าง โรคหวัด ความดันโลหิต โรคหัวใจ ฯลฯ แต่เพชรสังฆาตเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร และโรคที่เกี่ยวกับกระดูกได้ โดยสามารถนำส่วนของใบ เถา และน้ำคั้นจากต้นมารักษาอาการต่างๆ ได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนของเถาอ่อน ที่สามารถคั้นเอาน้ำมาดื่มแก้ท้องอืด โรคเลือดออกตามไรฟัน แก้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ และสามารถนำใบ กับรากมาพอกในส่วนที่พบกระดูกหักได้อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณในการรักษาโรคริดสีดวงทวาร พญ.ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์ และคณะ ได้ประเมินประสิทธิภาพของสมุนไพรเพชรสังฆาตกับผู้ป่วยที่เป็นโรคริดสีดวงทวารจำนวน 121 คน เปรียบเทียบกับยาแผนปัจจุบันอย่างดาฟลอน (Daflon) โดยผลการวิจัยพบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนของการประเมินผลของสมุนไพรเพชรสังฆาตกับยาดาฟลอนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และที่สำคัญยังพบว่าค่าใช้จ่ายของยาแคปซูลเพชรสังฆาตถูกกว่ายาดาฟลอนถึง 20 เท่าอีกด้วย ผลการวิจัยนี้จึงสรุปได้ว่าแคปซูลเพชรสังฆาตสามารถใช้ทดแทนยาดาฟลอนในการรักษาโรคริดสีดวงทวารได้เป็นอย่างดี

สำหรับสรรพคุณเรื่องกระดูก ในตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเภสัชกรรม ของกองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เพชรสังฆาต มีสรรพคุณ แก้กระดูกแตก หัก ซ้น ขับลมในลำไส้ แก้ริดสีดวงทวารหนัก ส่วนหมอพื้นบ้านนั้นใช้เถาตำละเอียดเป็นยาพอกบริเวณกระดูกหักช่วยลดอาการบวม อักเสบได้ น้ำคั้นจากเถาดื่มแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้โลหิตระดูสตรีไม่ปกติ รักษาริดสีดวงทวารที่เริ่มเป็นระยะแรก ผลการทดลองใช้เถาเพชรสังฆาตในสตรีวัยทองซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกระดูกพรุน พบว่าช่วยเพิ่มมวลกระดูกและรักษากระดูกแตก กระดูกหักได้ในขนาดรับประทาน ครั้งละ 2 แคปซูล (น้ำหนักแคปซูลละ 250 มิลลิกรัม) วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร

อย่างไรก็ตาม เพชรสังฆาต ยังมีข้อควรระวังที่สำคัญมากอยู่ คือวิธีการรับประทาน นพ. พิรัตน์ โลกาพัฒนา หรือหมอแมว แพทย์แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลยันฮี อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า เพชรสังฆาต จัดว่าเป็นพืชที่มีผลึกของแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งเป็นผลึกรูปเข็มจำนวนมาก หากเราเผลอเคี้ยวส่วนใดส่วนหนึ่งของเพชรสังฆาต ไม่ว่าจะเป็นใบ เถา หรือรากเข้าไปในปาก ผลึกที่ออกมาจะทิ่มชำแรกเข้าไปในเนื้อเยื่อของปาก และลำคอ ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน หรือบวมได้

ดังนั้น วิธีการทางเพชรสังฆาต คือการทานในรูปแบบของเม็ดแคปซูล ที่จะทำให้เพชรสังฆาตไม่สัมผัสกับอวัยวะภายในปากของเราโดยตรง หากอยากทานสดๆ ควรทานโดยกลืนลงคอไป ไม่ต้องเคี้ยว หากอยากกลืนง่ายๆ ให้สอดไส้ผลไม้ผิวลื่นอย่าง กล้วย แล้วค่อนกลืนลงไปพร้อมกัน เป็นต้น

อนึ่ง นพ. พิรัตน์ โลกาพัฒนา ยังกล่าวเสริมอีกว่า อาการปาก และคอบวมอักเสบจากการทานพืชที่มีผลึกออกซาเลต ยังสามารถพบได้ในพืชอีกหลายชนิด เช่น บอนสี โหรา (มีรูปร่างคล้ายบอน) เป็นต้น ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นสมุนไพรที่มาจากธรรมชาติ แต่ก็ควรศึกษาวิธีทาน และสรรพคุณของสมุนไพรนั้นๆ รวมทั้งปริมาณในการทานอย่างละเอียดก่อนทาน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายตั้งแต่คำแรกที่ทานได้

หากต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทานสมุนไพรเพื่อรักษาโรค สามารถขอคำปรึกษาได้ที่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เลขที่ 88/23 หมู่ 4 ถนนติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000  โทรศัพท์ : (+66) 0-2591-7007 หรือที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

#แครนเบอร์รี่ (Cranberries) เป็นหนึ่งในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีผลเล็ก ๆ สีแดงสด

กันยายน 17, 2563

 #แครนเบอร์รี่ (Cranberries) เป็นหนึ่งในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีผลเล็ก ๆ สีแดงสด รสชาติหวานอมเปรี้ยว มักจะปลูกในแถบประเทศอเมริกา และแคนาดา แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ทานเจ้าผลไม้นี้แบบสด ๆ กันสักเท่าไหร่ มักจะได้ทานแครนเบอร์รี่ในรูปแบบที่ผสมมากับอาหารชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำผลไม้ ซอส แยม โยเกิร์ต รวมทั้งแครนเบอร์รี่อบแห้ง

เราไปดูกันเถอะว่าในแครนเบอร์รี่สดๆจะให้สารอาหารอย่างไรบ้าง


ภาพ และ ข้อมูลดี ๆ จาก https://www.facebook.com/OuayUn/ 


หญ้ารัดเขียด Fimbristylis milliacea

กันยายน 09, 2563

 



หญ้ารัดเขียด (อังกฤษLesser Fimbristylis ชื่อวิทยาศาสตร์Fimbristylis milliacea) เป็นพืชวงศ์กก ฤดูเดียว ขึ้นเป็นกอ สูง 25-50 เซนติเมตร ใบติดที่โคนต้น มีปลอกหุ้มยาว 2-4 เซนติเมตร ดอกช่อแบบซี่ร่ม มีช่อดอกย่อย 50 - 100 ช่อ มีดอกย่อยจำนวนมาก ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ชอบพื้นที่เปียกชื้น พบในท้องนา กระจายพันธุ์ได้ทั่วประเทศไทย

ตะแบก Lagerstroemia spp. (Lythraceae), Queen’s Flower.

กันยายน 09, 2563

 ตะแบก

Lagerstroemia spp. (Lythraceae)Queen’s Flower.



ตะแบก เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ เนื้อไม้แข็ง ลำต้นมีเปลือกเรียบ สีขาวเป็นมัน ต้นแก่ผิวร่อนคล้ายต้นฝรั่ง ลำต้นสูงแตกกิ่งก้านตอนบน ใบโตปลายใบแหลมคล้ายใบลั่นทม ดอกมีสีสันแตกต่างกันตามชนิดเช่น ขาว ชมพู ม่วง เวลาออกดอกจะทิ้งใบ มีแต่ดอกบานสะพรั่งสวยงามมาก ผลออกเป็นช่อลูกคล้ายหมากดิบ

ตะแบก มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน เช่น ไทย มาเลเซีย ศรีลังกา อินเดีย ในเมืองไทยก็มีตะแบกหลายชนิด เช่น L.tomentosa ดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆ สีขาว, L.flosreginae ดอกสีม่วงแก่ ต้นนี้เรียกว่า Queen’s Flower หรือ Pride of India, L.balansae ตะแบกกรียบ, L.calyculata ตะแบกแดง, L.collinsae ตะแบกใบเล็ก, L.duperreana ตะแบกเปลือกบาง, L.siamica ตะแบกนา, L.ovlifolia ตะแบกดง

ตะแบกชอบขึ้นอยู่ทั่วไปตามป่าราบ เป็นไม้กลางแจ้ง มักปลูกเป็นไม้ประดับถนน การขยายพันธุ์ใช้วิธีเพาะเมล็ด

ตะแบกมักปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านที่ให้ดอกสวยงามตระการตาเมื่อเวลาบานเต็มต้นและทิ้งใบ แต่ตะแบกให้ดอกเพียงปีละครั้ง นอกจากบางชนิดที่มีออกปีละสองครั้ง นอกจากนี้ไม้ตะแบกยังใช้ในการก่อสร้างได้ดีด้วย



คริสต์มาสหนู Euphorbia leucocephala (Rosa pomone)

กันยายน 09, 2563

คริสต์มาสหนู

Euphorbia leucocephala (Rosa pomone)



 คริสต์มาสหนู เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มักปลูกในกระถางสูงประมาณ 6 ฟุต ลำต้นและใบตลอดจนลักษณะอื่น ๆ คล้ายคริสต์มาสธรรมดาแทบทุกอย่าง นอกจากดอก กลีบดอกหรือใบประดับที่อยู่ในช่อดอกหนึ่ง ๆ ไม่ใหญ่ แต่เป็นใบเล็ก ๆ บาง ๆ สีเหลืองอ่อนอมขาว

คริสต์มาสหนู นี้เป็นพันธุ์ที่ผสมขึ้นใหม่และเพิ่งเข้ามาในเมืองไทยเมื่อไม่นานมานี้ การแพร่พันธุ์ในเมืองไทยก็ยังมีไม่มากนัก

คริสต์มาสหนูออกดอกระหว่างเดือนธันวาคมถึงมกราคม ซึ่งใกล้เคียงกับเทศกาลคริสต์มาส เช่นเดียวคริสต์มาสธรรมดาเหมือนกัน และเนื่องจากคริสต์มาสหนูให้ดอกที่สวยงามสะดุดตาแปลกกว่าคริสต์มาสธรรมดา จึงนิยมใช้เป็นไม้ประดับดูเล่นที่ให้ความพิศวงแก่ผู้ที่ยังไม่เคยพบเห็น ดอกของคริสต์มาสหนูก็อยู่ทนทานนานวัน

คริสต์มาสหนู ที่ปลูกในกระถางควรใช้ดินร่วนซุย ผสมทรายหยาบใบไม้ผุ และปุ๋ยคอกเช่นเดียวกับปลูกคริสต์มาสธรรมดา

การขยายพันธุ์ใช้วิธีตัดกิ่งปักชำ

กระถินณรงค์ Acacia auriculaeformis A.Cunn (Mimosaceae), Wattle, Acacia Tree.

กันยายน 09, 2563

กระถินณรงค์

Acacia auriculaeformis A.Cunn (Mimosaceae)Wattle, Acacia Tree.


กระถินณรงค์ เป็นไม้ยืนต้นพุ่มใบหนา สูงประมาณ 15-20 ฟุต กิ่งใบเล็ก ๆ จะห้อยย้อยลงดินงามคล้ายหลิว ใบเป็นชนิดใบเดี่ยวออกสลับกันตามข้อต้น ใบยาวประมาณ 2.5 นิ้ว ใบยาวปลายแหลมทรงใบโค้ง มีลายเส้นใบชัดเป็นเส้นสีเหลือง 3 เส้น ดอกออกเป็นช่อยาว 2-3 นิ้ว สีเหลืองสดมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ตอนเช้าและเย็น เมื่อดอกบานเกสรตัวผู้จะฟูเป็นละอองสีเหลือง ออกดอกระหว่างเดือนตุลาคม ถึงพฤศจิกายน

กระถินณรงค์ นี้มีถิ่นกำเนิดในออสเตรเลีย ขุนนรงค์ชวนกิจ (ชวนนรงค์ชวนะ) เป็นผู้สั่งพันธุ์เข้ามาในเมืองไทย เจ้าคุณ วินิจฯจึงตั้งชื่อไม้ต้นนี้เป็นเกียรติแก่ผู้นำเข้ามาเป็นครั้งแรก กระถินณรงค์เป็นไม้พื้นบ้านของ Thursday Island ใน Forres Straits ด้วย

การขยายพันธุ์ใช้วิธีตอนกิ่งหรือปักกิ่งปักชำ แต่มักนิยมใช้เมล็ดเพาะ เมื่อเมล็ดงอกเป็นกล้าอ่อนคล้ายกระถิน เมื่อโตขึ้นจึงมีใบเหมือนต้นไม้ใหญ่ กระถินณรงค์โตเร็วมาก ใช้เมล็ดปลูกเพียง 2 ปี ก็จะโตออกดอกได้ กระถินณรงค์ขึ้นได้ดีในที่ดินทุกชนิด ชอบดินร่วนปนทราย นอกจากนี้กระถินณรงค์ยังทนทานต่อดินฟ้าอากาศและความแห้งแล้ง ทั้งไม่ค่อยมีศัตรูรบกวนรุนแรง ปลูกได้ง่ายและปลูกได้แทบทุกหนทุกแห่ง

กระถินณรงค์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ให้ร่มเงา ทั้งยังให้ดอกสวยงามและมีกลิ่นหอม เมื่อเวลาออกดอกก็ไม่ทิ้งใบ

ตันหยง Caesalpinia coriaria Willd (Caesalpiniaceae), Divi-Divi.

กันยายน 09, 2563

 ตันหยง

Caesalpinia coriaria Willd (Caesalpiniaceae)Divi-Divi.


ตันหยง เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อมทรงพุ่มใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขาแผ่กว้าง ลำต้นและกิ่งก้านคดเคี้ยวดูดั่งไม้ดัด ใบละเอียดเล็กคล้ายใบกระถิน ใบเป็นใบรวมเป็นแผงสองชั้น ดอกออกเป็นช่อตั้ง ช่อหนึ่งสูงประมาณ 1 ฟุต ดอกเล็กมีสีเหลืองอมเขียว กลิ่นหอมแรงและหอมไปไกล เมื่อดอกโรยแล้วก็จะติดฝัก ฝักแบนบิดงอคล้ายฝักมะขามเทศ ฝักหนึ่งมีเมล็ด 2-3 เมล็ด

ตันหยงเชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกากลาง เดิมนักพฤกษศาสตร์จัดไว้ในวงศ์ถั่ว (Leguminosae) ภายหลังจึงแยกมาไว้ในวงศ์ Caesalpiniaceae กระนั้นตันหยงยังมีลักษณะแปลกไปจากไม้ทั้งหลายในสกุล Caesalpinia ด้วยกันซึ่งมักเป็นไม้เลื้อยมีหนาม เช่น หนามหัน ช้าเลือดกำจาย นอกจากนั้นต้นหางนกยูงไทยเท่านั้นที่เป็นไม้พุ่มแต่ก็มีหนาม

ตันหยงเป็นไม้ที่ชอบอยู่กลางแจ้ง เติบโตงอกงามรวดเร็ว การขยายพันธุ์ใช้วิธีเพาะเมล็ด

ตันหยง เป็นไม้ที่เหมาะสมที่จะปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะมีรูปทรงลีลาที่งามเด่นชวนให้ตื่นใจ ทั้งยังให้ดอกที่สวยและมีกลิ่นหอมด้วย เนื้อไม้ของตันหยงก็ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างได้

แปรงล้างขวด Callistemon lanceolatus D.C. (Myrtaceae), Bottle Brush Tree

กันยายน 09, 2563

แปรงล้างขวด

Callistemon lanceolatus D.C. (Myrtaceae), Bottle Brush Tree



 แปรงล้างขวด เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 20 ฟุต ทรงต้นอ่อนช้อย กิ่งโค้งอ่อนช้อยลู่พลิ้วลมคล้ายต้นหลิว ใบเรียวยาวรูปใบหอก ยาวประมาณนิ้วครึ่งดอกที่ดูเป็นฝอยเหมือนขนแปรงกลมๆ เป็นก้านเกสร ดอกที่แท้คือดอกสีเขียวหุ้มโคนเกสรตัวผู้เป็นกลุ่ม ดอกเหล่านี้อยู่รอบก้านดอกที่อยู่ปลายกิ่ง ก้านดอกยาวราว 5 นิ้ว เกสรตัวผู้ยื่นออกจากดอกราว 1 นิ้ว ปลายเกสรมีอับเรณูสีเหลือง ลักษณะคล้ายแปรงล้างขวด แปรงล้างขวดมีดอกหรือก้านเกสรสั้นยาว และมีสีสันต่าง ๆ กัน เช่น แดง ชมพู เหลือง ขาว รวมทั้งสีม่วง

แปรงล้างขวด มีถิ่นกำเนิดในออสเตรเลีย ในออสเตรเลียมีกว่า 30 ชนิด ชื่อสกุล Callistemon มาจากภาษากรีก Kallos แปลว่า สวยงาม และ Stemon คือ Stamen แปลว่าเกสรตัวผู้สวยงาม ไม้ต้นนี้มีผู้นำเข้ามาในเมืองไทยเมื่อราว พ.ศ.2504 หลวงบุเรศรบำรุงการ ตั้งชื่อไทยให้

ไม้ต้นนี้เป็นไม้ที่ปลูกง่าย ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ทนทานต่อความแห้งแล้งและความเปียกชื้น เจริญเติบโตเร็ว การขยายพันธุ์ ใช้วิธีตอนหรือเพาะเมล็ด

ในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา และในอังกฤษ นิยมปลูกไม้ต้นนี้เป็นไม้ประดับกันมาก ในเมืองไทยแปรงล้างขวดก็เป็นที่นิยมชมชอบของผู้รักต้นไม้ เนื่องจากรูปทรงอันอ่อนแอลู่กิ่งพลิ้วลม ดอกก็สวยงามแปลกตา มีสีสันต่าง ๆ หลายสีน่าชม

แวววิเชียร Angelonia salicarifolia., Humb. & Bonpl. (Scrophulariaceae).

กันยายน 09, 2563

 แวววิเชียร

Angelonia salicarifolia., Humb. & Bonpl. (Scrophulariaceae).



แวววิเชียร เป็นไม้ล้มลุก ต้นสูงประมาณ 2 ฟุต ตามต้นมียางเหนียวมือ ใบเรียวยาว กว้างประมาณนิ้วครึ่ง ยาวประมาณ 5 นิ้ว ปลายใบแหลม ดอกออกตามลำต้น เป็นดอกเดี่ยวแต่ออกติด ๆ กันเกือบตลอดต้น ยาวราว 1-1.5 ฟุต หลอดดอกโค้ง ปากผายแยกเป็น 5 กลีบ ดอกมี 3 สีด้วยกันคือ สีขาว สีม่วงอ่อน และสีม่วงแก่ ดอกหอม ออกตลอดปี

ถิ่นกำเนิดของ แวววิเชียร อยู่ในอเมริกาใต้ เม็กซิโก และบราซิล แหม่มคอลินส์เป็นผู้นำพันธุ์มาจากกรุงมันดะเล พม่า เข้ามาปลูกในเมืองไทย เมื่อ พ.ศ. 2453 ในกรุงเทพ ฯ บางทีเรียกว่าเทียนญี่ปุ่นเดิมเคยเรียกว่าฟอร์เกตมีนอท

แวววิเชียร เป็นไม้ที่ขึ้นได้งอกงามในดินเกือบทุกสภาพ เป็นไม้ขึ้นง่าย แพร่พันธุ์ได้เร็ว การขยายพันธุ์ใช้ตัดกิ่งปักชำ

ในเมืองไทยมีผู้ปลูกแวววิเชียรเป็นไม้ประดับกันทั่วไป บางแห่งก็ขึ้นเป็นดงใหญ่ ชูดอกสีม่วงสลับขาวละลานตา ความที่แวววิเชียรเป็นไม้ที่เห็นกันอยู่ดื่นตา ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกถึงคุณค่าความงามของไม้ต้นนี้กันนัก

โมกบ้าน Wrightia religiosa Benth (Apocynaceae)

กันยายน 09, 2563

 โมกบ้าน

Wrightia religiosa Benth (Apocynaceae)



โมกบ้าน เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 15 ฟุต เปลือกเกลี้ยงสีน้ำตาลดำ มีจุดเล็ก ๆ สีขาว ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงกันข้าม ใบรูปใบหอก กว้างประมาณ 1 นิ้ว ยาวประมาณ 2 ½ นิ้ว ดอกสีขาวเล็กๆ หอม มี 5 กลีบ ก้านดอกเล็ก ออกเป็นช่อสั้นๆ ตามปลายกิ่งช่อละ 5-7 ดอก ดอกกว้างประมาณครึ่งนิ้ว มีเกสรตัวผู้ประมาณ 5 อัน เกสรตัวเมีย 2 อัน ผลเป็นฝักคู่ยาวประมาณ 6 นิ้ว พอแก่จะแตกเป็น 2 ซีก ภายในมีเมล็ดมาก เมล็ดรูปกระสวย

โมกบ้านขึ้นอยู่ในป่าดงดิบและป่าละเมาะที่ชุ่มชื้นทั่วไปในเมืองไทย มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นแต่ละแห่งต่างๆ กัน เขมรสุรินทร์เรียกปิดจงวา ภาคกลางเรียกโมกซ้อน ระยองเรียกหลักป่า

โมกบ้าน ขึ้นได้ดีในที่ดินเกือบทุกชนิด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือตอน

คนไทยนิยมปลูกโมกบ้านเป็นไม้ประดับมาช้านานแล้ว โดยนำมาดัดตกแต่งเป็นไม้ดัด ไม้พุ่มรูปทรงต่างๆ อย่างสวยงามแปลกตา สมัยนี้ก็ยังมีผู้นิยมนำมาเลี้ยงเป็นไม้แคระกันมาก รากของโมกบ้านแพทย์แผนโบราณใช้ผสมเป็นยารักษาโรคผิวหนังพวกโรคเรื้อน

กาหลง Bauhinia acuminate Linn (Caesalpiniaceae)

กันยายน 09, 2563

กาหลง

Bauhinia acuminate Linn (Caesalpiniaceae)





กาหลง เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงประมาณ 5-10 ใบเป็นใบแฝดออกสลับกันตามข้อต้น ใบคายลักษณะคล้ายปีกแมลงซึ่งปรกติมักพับเข้าหากัน ใบกว้างยาวประมาณ 1 นิ้ว ดอกออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งมีดอกประมาณ 5-8 ดอก โดยทยอยกันบานคราวละ 2-3 ดอก ดอกสีขาวมี 6 กลีบซ้อนเหลื่อมกัน เกสรตัวผู้เป็นเส้นขาวมี 5 เส้นยื่นยาวจากกลางดอก ปลายเป็นตุ่มสีเหลือง เกสรตัวเมียสีเขียวอ่อนอยู่กลางมีเส้นเดียวโตและยาวกว่าเกสรตัวผู้ ดอกบานกว้างประมาณ 2 นิ้ว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

กาหลง นี้ในภาคกลางเรียกว่า ส้มเสี้ยว

กาหลงเป็นไม้ชอบขึ้นกลางแจ้ง ปลูกได้ในดินทุกชนิด การขยายพันธุ์ใช้วิธีเพาะเมล็ดและตอน

กาหลง นี้ชาวจีนสมัยก่อนมักปลูกไว้เป็นต้นไม้ประจำบ้าน โดยเชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่ให้คุณแก่เจ้าของ กาหลงมักเกิดตามป่าเบญจพรรณทั่วไป ในทางสมุนไพรตามสรรพคุณยาโบราณว่า ดอกกาหลงใช้รับประทานแก้ปวดศรีษะ ลดความดันโลหิตสูง แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้เสมหะพิการ

พะยอม Shorea talura Roxb (Dipterocarpaceae), Shorea.

กันยายน 09, 2563

พะยอม

Shorea talura Roxb (Dipterocarpaceae)Shorea.

พะยอม เป็นไม้ยืนต้นใหญ่ สูงประมาณ 60 ฟุต เนื้อไม้แข็งสีเหลืองอ่อนแกมเขียว ใบใหญ่รูปไข่ ขอบใบเรียบ ดอกสีเหลืองอ่อนออกเป็นช่อใหญ่ เวลาออกดอกมักดกออกเต็มต้น กลิ่นหอมตลบไปทั่วบริเวณ ออกดอกระหว่างเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์

พะยอมเป็นไม้พื้นเมืองของเอเชีย ขึ้นอยู่ตามทั่วไป มีชื่อพฤกษศาสตร์พ้องว่า S.roxburghii และมีชื่อต่างๆ กันในแต่ละท้องถิ่น เช่น เชียงใหม่รียกกะยอม ลาวเรียกขะยอม ทางเหนือเรียกขะยอมแดง พะยอมดง เลยเรียกแคน กะเหรี่ยงเชียงใหม่เรียกเชียงเซี่ยว ปราจีนบุรีเรียกพะยอมทอง น่านเรียกยางหยวก

พะยอม เป็นไม้กลางแจ้ง ขึ้นในที่ดินแทบทุกชนิด การขยายพันธุ์ใช้วิธีเพาะเมล็ด

พะยอม แม้จะเป็นไม้ป่า แต่ก็มีผู้นำมาปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อชมดอกอันดกสะพรั่งและมีกลิ่นหอมกันอยู่ไม่น้อย แม้จะออกดอกเพียงปีละครั้ง มักปลูกตามสวนหรือบ้านใหญ่ๆ หรือตามทางและถนน นอกจากนี้พะยอมยังมีประโยชน์อื่นอีก เช่น ใช้รับประทานดอกได้ ไม้เป็นไม้เนื้อแข็งใช้ทำหมอนรางรถไฟ เสาบ้าน เรือขุด และใช้ในการก่อสร้างอื่นๆ

มะขาม Tamarindus indica Linn (Caesalpiniaceae), Tamarind.

กันยายน 09, 2563

 



มะขาม เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงประมาณ 60 ฟุต เปลือนต้นสีน้ำตาลอ่อน แตกสะเก็ดเป็นร่องเล็กๆ ใบเป็นใบประกอบมีใบย่อยออกเป็นคู่ขนานไปตามก้านใบ 10-18 คู่ ดอกออกเป็นช่อเล็กๆ ตามปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมีประมาณ 10-15 ดอก กลีบดอกสีเหลือง มีประจุดแดง ออกดอกในฤดูฝนราวพฤษภาคมถึงสิงหาคม ดอกโรยแล้วจะติดฝัก มะขามที่ปลูกตามบ้านมี 2 ชนิด ชนิดฝักกลมเล็กและยาวเรียกว่ามะขามขี้แม้ว อีกชนิดหนึ่งฝักใหญ่แบนและโค้งเป็นรูปเคียวรสเปรี้ยวจัดเรียกว่ามะขามกะดาน

มะขามเป็นพืชพื้นเมืองของแอฟริกาเขตร้อน ปัจจะบันได้กระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในภูมิภาคที่อากาศร้อน ในเมืองไทยมีชื่อเรียกตางกันในแต่ละท้องถิ่นเช่น ชาวบนนครราชสีมาเรียกตะลูบ กะเหรี่ยงกาญจนบุรีเรียกม่องโคล้ง กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียกมอดเล และส่ามอเกล เงี้ยวแม่ฮ่องสอนเรียกหมากแกง เขมรสุรินทร์เรียกอำเปียล

มะขาม เป็นไม้กลางแจ้งขึ้นได้ง่ายไม่เลือกดิน มะขามแม้เป็นต้นไม้ใหญ่ แต่รากก็ขดวนอยู่รอบๆ ไม่ชอนไปไกลเรียกว่ารากขัดสมาธิ การขยายพันธุ์ใช้วิธีเพาะเมล็ดหรือตอน

มะขาม แม้จะมีดอกที่ไม่น่าจะเป็นที่น่าสนใจของผู้ใด แต่ก็อาจใช้มะขามเป็นไม้ประดับได้โดยอาจปลูกเป็นไม้แคระ หรืออาจปลูกชมดอกหรือฝักก็ได้ นอกจากนี้มะขามยังให้ประโยชน์อื่นๆ อีก ใบมะขามอ่อนและดอกใช้เป็นอาหารได้ เนื้อในฝักมะขามใช้เป็นอาหารทั้งที่ยังอ่อนและแก่จัด มะขามเปียกใช้เป็นยาระบาย ลดอุณหภูมิในร่างกาย ในประเทศอากาศร้อนทางภาคตะวันออกกลางมักนิยมดื่มน้ำมะขามเพื่อผ่อนคลายความร้อน และอาจดื่มน้ำมะขามเพื่อบรรเทาอาการไข้ได้ด้วย อินเดียใช้เมล็ดในมะขามป่นต้มลงแป้งผ้าให้แข็ง

ต้น รัตมา

กันยายน 09, 2563







 รัตมา เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ต้นสูงประมาณ 30 ฟุต ลำต้น กิ่งก้านสีเขียวตลอด ใบและกิ่งห้อยย้อยคล้ายหลิว ลำต้นและกิ่งมีหนามแหลมสีชมพูอ่อน ใบเล็กเป็นฝอยออกเป็นคู่ๆ ตามก้านใบ ดอกเป็นช่อสีเหลืองอ่อน ดอกเล็กมี 5 กลีบ กว้างประมาณครึ่งนิ้ว ฝักเล็กยาวประมาณ 6 นิ้ว ในฝักมีเมล็ดราว 10 เมล็ด

รัตมา มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเขตร้อน และมีอีกชนิดหนึ่งคือ P.torreyana มีถิ่นกำเนิดในอาริโซนาและเท็กซัส ในเมืองไทยมีผู้นำเมล็ดเข้ามาเพาะเมื่อราว 15 ปีมานี้ ทางตากเรียกรัตตแน

รัตมา เป็นไม้กลางแจ้งชอบแดดตลอดวัน ชอบดินร่วนปนทรายไม่เปียกแฉะ การขยายพันธุ์ใช้เมล็ดเพาะ

รัตมาอาจปลูกเป็นไม้ประดับได้ทุกสถานที่ เป็นไม้ที่มีรูปทรงและใบสวยงาม กิ่งก้านห้อยอ่อนช้อย แม้เป็นไม้ให้ดอกปีละครั้งราวเดือนมีนาคมถึงเมษายน แต่เวลาออกดอกก็จะเห็นเหลืองอร่ามไปทั้งต้น

หญ้าเกล็ดหอย สรรพคุณและประโยชน์ของหญ้าเกล็ดหอย 7 ข้อ !

กันยายน 09, 2563

หญ้าเกล็ดหอย สรรพคุณและประโยชน์ของหญ้าเกล็ดหอย 7 ข้อ 


หญ้าเกล็ดหอย ชื่อวิทยาศาสตร์ Desmodium triflorum (L.) DC. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Hedysarum triflorum L., Meibomia triflora (L.) Kuntze) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)

สมุนไพรหญ้าเกล็ดหอย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เกล็ดปลา หญ้าตานทราย (เชียงใหม่), ผักแว่นดอย หญ้าตานทราย (แม่ฮ่องสอน), หญ้าเกล็ดหอย (กรุงเทพฯ), ผักแว่นโคก (นครศรีธรรมราช), หญ้าตานหอย (ภาคกลาง), หนู่เต๊าะโพ (กะเหรี่ยง, แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น

ลักษณะของหญ้าเกล็ดหอย

  • ต้นหญ้าเกล็ดหอย จัดเป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า ทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน สูงได้ประมาณ 4.5-12.5 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะแผ่แนบไปกับพื้นดินเป็นวงกว้าง ตามลำต้นและใบมีขนขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่น เส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้นมีขนาดประมาณ 0.6-1.1 มิลลิเมตร พบกระจายทั่วไปในเขตร้อน ในประเทศไทยพบขึ้นกระจายอยู่ทุกภาค ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 1,300 เมตร ในสภาพดินเหนียว ดินทราย และดินลูกรัง โดยมักขึ้นทั่วไปตามพื้นที่เปิดโล่ง พื้นที่รกร้าง สวนป่า ที่สาธารณะ ตามข้างทาง เช่น จังหวัดสระบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ขอนแก่น พิษณุโลก เชียงราย พังงา เป็นต้น

ต้นหญ้าเกล็ดหอย

รากหญ้าเกล็ดหอย

  • ใบหญ้าเกล็ดหอย ใบเป็นใบประกอบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่กลับหรือรูปหัวใจกลับ ขนาดประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือเว้าตื้น โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ หลังใบไม่มีขน ส่วนท้องมีขนเล็กน้อยถึงน้อยมาก หูใบย่อยมีขนาดเล็กมาก

ใบหญ้าเกล็ดหอย

  • ดอกหญ้าเกล็ดหอย ออกดอกเป็นช่อกระจะที่ปลายยอดและตามซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว กลีบดอกเป็นสีม่วงสดหรือสีม่วงบานเย็น ช่อดอกยาวประมาณ 0.5-2.5 เซนติเมตร มีดอกย่อยประมาณ 2-5 ดอก กลีบรองดอกที่โคนติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน

ดอกหญ้าเกล็ดหอย

  • ผลหญ้าเกล็ดหอย ผลมีลักษณะเป็นฝักแบนและโค้งเล็กน้อย ฝักยาวประมาณ 1-1.2 เซนติเมตร มีขนาดกว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร ตามฝักมีรอยคอดเป็นข้อ ๆ ตามจำนวนของเมล็ด ประมาณ 1-6 ข้อ แต่ละข้อยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เมื่อแห้งแต่ละข้อจะหลุดออกจากกัน เมล็ดมีขนาดเล็ก ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไต มันวาว ออกดอกและติดผลในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน

ผลหญ้าเกล็ดหอย

สรรพคุณของหญ้าเกล็ดหอย

  1. ทั้งต้นมีรสจืดเย็น มีสรรพคุณเป็นยาดับพิษร้อน แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ (ทั้งต้น)
  2. ช่วยฟอกโลหิต (ทั้งต้น)
  3. ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ (ทั้งต้น)
  4. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ทั้งต้น)
  5. ใช้เป็นยาแก้ดีพิการ (ทั้งต้น)

ประโยชน์ของหญ้าเกล็ดหอย

  • ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับคลุมดินทั่วไป
  • เป็นแหล่งของอาหารสัตว์แทะเล็มจำพวกโคและกระบือ โดยคุณค่าทางอาหารของหญ้าเกล็ดหอยที่มีอายุประมาณ 75-90 วัน จะประกอบไปด้วย โปรตีน 17.9-23.1%, แคลเซียม 1.05-1.23%, ฟอสฟอรัส 0.42%, โพแทสเซียม 1.99%, ADF 34.4-38.6%, NDF 47-53.5%, DMD 47.9-51.3%, ไนเตรท 633.1 ppm, มิโมซีน 0.71 ppm, แทนนิน 0.26%, กรดออกซิลิค 399.4 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
เอกสารอ้างอิง
  1. สวนพฤกษศาสตร์สายยาไทย.  “หญ้าเกล็ดหอย”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.saiyathai.com.  [05 ก.ย. 2014].
  2. ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา, กรมปศุสัตว์.  “หญ้าเกล็ดหอย”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : ncna-nak.dld.go.th.  [05 ต.ค. 2014].
  3. อุทยานธรรมชาติวิทยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ.  “หญ้าเกล็ดหอย”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.kanchanapisek.or.th/kp14/project_dev/project_area/Ratburi/index.php.  [05 ต.ค. 2014].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by 翁明毅, Siyang Teo, Burnt Umber, Russell Cumming, Alex Popovkin Bahia Brazil)

สบู่แดง

กันยายน 09, 2563

 สบู่แดง



สบู่แดงเป็นไม้พุ่มสูง 1-2 เมตร แตกกิ่งก้านจากโคนต้น ลำต้นและกิ่งมีขนสีทองปกคลุมหนาแน่น ทุกส่วนของต้นมียางขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปฝ่ามือ ขอบใบเว้าลึก 3-5 แฉก ใบอ่อนสีแดงอมม่วง เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเขียวอมแดง ก้านใบสีแดง ช่อดอกเชิงลดหลั่นออกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีแดงเข้ม ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน กลีบเลี้ยง 5 กลีบ แต่ละช่อย่อยมีดอกตัวเมีย 1 ดอก ที่เหลือเป็นดอกตัวผู้ ผลค่อนข้างกลม มี 3 พู เมื่อแก่แตกได้ มี 3 เมล็ด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือปักชำ

ความเป็นพิษ


เมล็ดสบู่แดงมีโปรตีนเป็นพิษ คือ เซอร์ซิน (curcin) และน้ำมันจากเมล็ดมีฤทธิ์เป็นยาถ่าย หากรับประทานเข้าไป จะมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน ปวดท้อง อ่อนเพลีย จุกเสียด กระหายน้ำ ปวดศีรษะ อาจถ่ายเป็นเลือด ความดันเลือดต่ำ อัมพาต ผิวหนังแดง ชัก ม่านตาขยาย และสั่น น้ำยางมีฤทธิ์ระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้คัน ปวดแสบปวดร้อน อักเสบบวม พองเป็นตุ่มน้ำใส หากถูกตา จะทำให้ตาอักเสบ อาจทำให้ตาบอดชั่วคราวหรือถาวร

ประโยชน์

สบู่แดงมีคุณสมบัติหลายอย่างในทางเภสัชวิทยา เช่น ช่วยลดความดันโลหิต ต้านเชื้อจุลินทรีย์ และเป็นยาระงับปวด น้ำยางจากลำต้นใช้ห้ามเลือดได้ ใบใช้ต้มกินแก้ปวดท้อง ลดไข้ และใช้ย้อมสีได้ นอกจากนี้ สารสกัดจากใบแก่ของสบู่แดงยังใช้เป็นยาฆ่าแมลงได้

 
Copyright © greentree9. Designed by OddThemes & VineThemes